ทริป 4 วัน 4 คืน เขาสก - เขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เขาสก หรือ เขื่อนรัชชประภา ตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติเขาสก ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลักษณะเป็นภูเขาที่ล้อมรอบไปด้วยสายน้ำของเขื่อนรัชชประภาที่สวยงาม เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเลยสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการเดินป่า หรือล่องเรือชมวิวทิวทัศน์ท่ามกลางธรรมชาติ
สำหรับการเดินทางของเราจะเดินทางโดยรถตู้ เริ่มต้นจากมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ไปสู่อุทยานแห่งชาติเขาสก ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระยะทางก็ประมาณ 1,090 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 13 – 14 ชั่วโมง (เล่นเอาซะบั้นท้ายชาไปหมด แถมดูหนังจบได้กันเป็นเรื่อง ๆ เลยทีเดียว แนะนำว่าถ้าจะไปให้เตรียมซีรีย์เกาหลี หรือหนังที่อยากดูพกไปเยอะๆเลยนะครับ)
ในส่วนของวันแรกจะเป็นวันของการเดินทางทั้งหมด เราออกเดินทางเวลาประมาณ 6 โมงเช้ากว่าจะถึงที่พักที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีก็ประมาณ 6 โมงเย็น – 1 ทุ่ม

วันที่ 1
____________________________________
ในวันแรก เราเดินทางจากที่พักและมาถึงที่ท่าเรือเวลาประมาณ 6.00 น. บรรยากาศที่ท่าเรือดูเงียบสงบ ผ่อนคลาย ทำให้รู้สึกสดชื่น มีพลังที่พร้อมจะลุยสำหรับทริปในวันแรก
.jpg)
หลังจากลงเรือกันแล้ว พระอาทิตย์ก็เริ่มขึ้น เราได้พี่นำเที่ยวมา 2 คน ชื่ออะไรไม่รู้จำไม่ได้ ถึงหน้าตาจะดูโหดไปหน่อย แต่ขอบอกเลยว่าพี่แกใจดีมาก ๆ เลยครับ

จากนั้นเราล่องเรือกันไปเรื่อย ๆ ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศรอบ ๆ เขื่อนที่เต็มไปด้วยภูเขาที่ล้อมรอบไปด้วยน้ำสีคราม





ระหว่างทางที่นั่งเรือไปเรื่อย ๆ ก็จะมีเหล่าบรรดานกกก ชะนี และลิงแสมออกมาโชว์ตัวให้ได้ชมและถ่ายภาพกันด้วยครับ (แนะนำให้เตรียมพร้อมสำหรับอุปกรณ์ในการส่องหรือถ่ายภาพระยะไกลไปด้วยครับ)




น้ำที่เขื่อนใสและนิ่งสงบมาก ๆ ต้นไม้ต่างก็อุดมสมบูรณ์เขียวขจี เห็นแล้วสดชื่นและสบายตาจริง ๆ




เมื่อล่องเรือเข้ามาเรื่อย ๆ ก็จะพบ"สุสานต้นไม้" ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ตายเพราะน้ำท่วมหลังจากที่มีการสร้างเขื่อน แม้ชื่อจะดูน่ากลัวไปหน่อย แต่ก็ดูสวยงามไปอีกแบบหนึ่งครับ




หลังจากที่หมดพลังไปกับการล่องเรือเราก็แวะทานอาหารกลางวันกัน โดยจะมีเรือนแพสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามารับประทานอาหาร และยังมีเรือแคนูให้ได้พายเล่นกันอีกด้วยนะครับ



เวลาประมาณ 13.00 น. หลังจากที่ได้แวะเติมพลังกันไปแล้ว และได้พายเรือเล่นน้ำกันจนหนำใจแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการเผาผลาญพลังงานของร่างกายโดยการเดินเท้าขึ้นไปชมวิวที่มีชื่อเรียกว่า "จุดชมวิวไกรสร" โดยมีระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ดูจากตัวเลขแล้วอาจจะไม่มาก แต่เอาจริง ๆ แล้ว เหงื่อตก ขาอ่อนกันทุกคนเลยครับ เนื่องจากลักษณะของทางที่เราเดินนั้นเป็นทางที่ค่อนข้างชัน และยังต้องใช้ทักษะการปีนเล็กน้อย ทางที่ดีควรใช้รองเท้าที่เหมาะแก่การปีนนิดนึงครับ ไม่เช่นนั้น มีสิทธิ์ลื่น บั้นท้ายกระแทกพื้นกันแน่นอนครับ

สำหรับบรรยากาศรอบ ๆ ระหว่างการเดินทางก็จะเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์มากมาย











ระหว่างทางถ้าโชคดีคุณก็จะได้พบกับเพื่อนใหม่ที่จะเกาะเท้าของคุณไปด้วย ใช่แล้วครับ มันคือทากดูดเลือดนั่นเอง แต่ว่ามีวิธีป้องกันคือ ใช้น้ำมันมวยทาที่เท้า หรือรองเท้าไว้ (แต่ก็ช่วยได้ระดับหนึ่งเท่านั้นนะครับ)

และนี่ก็คือภาพที่เราจะได้เห็น เมื่อเราขึ้นไปถึงจุดหมายด้านบนแล้ว เป็นภาพภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียว มีผืนน้ำที่สงบนิ่งอยู่เบื้องล่าง ทำให้รู้สึกว่าเป็นรางวัลที่คุ้มค่ากับการเหนื่อยจริง ๆ

.jpg)
และที่สุดท้ายในทริปของวันแรก เราได้แวะเล่นน้ำที่ "น้ำตกบางหอย" เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายหลังจากต้องเดินเท้าลงมาอีก 1.5 กิโลเมตร และนั่งเรือกลับที่พักกัน เรียกได้ว่าพอหัวถึงหมอนปุ๊บก็สลบกันปั๊ปเลยครับ


วันที่ 2
____________________________________
ในวันที่ 2 ของทริปพวกเราออกจากที่พักมาถึงที่ท่าเรือประมาณ 7.00 น. วันนี้เริ่มมีนักท่องเที่ยวมาที่ท่าเรือค่อนข้างเยอะ




เราก็ล่องเรือชมวิวทิวทัศน์ไปเรื่อย ๆ และระหว่างทางเราได้มาแวะชมบ่อเลี้ยงปลาของชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้น ทำให้ได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้าน





จากนั้นก็ชมวิวต่อเรื่อย ๆ บรรยากาศก็จะมีลมเย็นๆ มีภูเขาลูกเล็กลูกใหญ่อยู่กลางสายน้ำ



จุดต่อไปที่พี่คนขับเรือพามาแวะเป็นจุดตรงที่มักจะมีค่างออกมานั่ง ๆ นอน ๆ เป็นนางแบบ นายแบบ ให้เราได้ชมและถ่ายภาพกัน


แล้วเราก็ล่องเรือมาถึงจุดไฮไลท์ในช่วงเช้า นั่นก็คือ "เขาสามเกลอ" เป็นยอดเขาเล็ก ๆ สามยอดที่โผล่ออกมาเหนือผิวน้ำ ซึ่งเป็นจุดที่เป็นเอกลักษณ์ของเขื่อนที่นี่ นักท่องเที่ยวมักนิยมมาถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อบันทึกว่าได้มาเยือนที่แห่งนี้ และตรงจุดนี้ ยังได้รับขนานนามว่า "กุ้ยหลินเมืองไทย" อีกด้วย


จากนั้นก็ล่องเรือมาที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง แต่ว่าต้องจอดเรือและเดินเท้าเข้าไป ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง (ตรงจุดจอดเรือ จะมีร้านค้าเครื่องดื่มและขนมบริการด้วย) สภาพทางเดินก็มีลักษณะลาดชันเล็กน้อย และล้อมรอบไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ (แต่ว่าเดินสบายกว่าวันแรกเยอะมาก)












เมื่อถึงแล้วก็ขึ้นแพ เพื่อไปชมถ้ำปะการังกันต่อ

ลักษณะทางเข้าต้องเดินขึ้นไปนิดนึง เมื่อถึงหน้าถ้ำ พี่ ๆ นำทางก็จะแจกอาวุธที่จะต้องใช้เมื่อเข้าไปภายในถ้ำ ซึ่งอาวุธที่ว่านี้ก็คือ ไฟฉายส่องกบนั่นเอง โดยเอาไว้ใช้ส่องดูความงดงามของหินภายในถ้ำ


ภายในถ้ำก็จะเต็มไปด้วยหินย้อย มีลักษณะสวยงามเหมือนปะการังเลยครับ






เมื่อชมถ้ำปะการังเสร็จแล้ว ก็เดินเท้ากลับไปที่เรือ จากนั้นพี่คนขับเรือก็จอดให้เล่นน้ำกันครับ







ตอนล่องเรือกลับที่พัก บรรยากาศพระอาทิตย์ตกดิน สวยงามมาก ๆ เลยครับ ส่งท้ายทริปในวันที่ 2 ได้ประทับใจมากๆเลยครับ

วันที่ 3
____________________________________
วันที่ 3 เราออกจากที่พักเวลาประมาณ 6 โมงเช้า ในวันนี้เราจะเดินทางออกจากเขื่อนรัชชประภาไปยังอุทยานแห่งชาติเขาสก เพราะภารกิจหลัก ๆ ของเราก็คือ การเดินป่า

เมื่อถึงแล้วก็เตรียมตัวพร้อมสำหรับการเดินป่า แต่จุดเริ่มต้นค่อนข้างอยู่ไกลจากที่นี่ จึงต้องขึ้นรถไป ใช้เวลาประมาณ 15 นาที

จุดเริ่มต้นที่เราจะเริ่มเดินทาง มีร้านค้าและที่พักพิงสำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

ระยะทางเดินป่าจากจุดเริ่มต้น ไปยังปลายทางอยู่ที่ประมาณ 6 กิโลเมตร สภาพทางเดินก็จะมีทั้งลาดชัน และปีนเล็กน้อย

บรรยากาศรอบ ๆ อุดมสมบูรณ์มาก ๆ รับรองว่าต้องถูกใจคนที่รักการเดินป่าแน่นอน










และแน่นอนครับ ในสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์แบบนี้ จะต้องมีเพื่อนตัวน้อย ๆ รอต้อนรับอยู่แน่นอน

นี่ก็คือจุดหมายของเราในวันนี้ ที่นี่เรียกว่า "ตั้งน้ำ" มีลักษณะเป็นผาที่หันหน้าเข้าหากัน เนื่องจากถูกน้ำกัดเซาะจนขาดออกจากกัน


วันที่ 4
____________________________________
ภารกิจในวันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม นั่นก็คือ การเดินป่า เป้าหมายหลักในวันนี้ก็คือ "น้ำตกธารสวรรค์" มีระยะทางจากจุดเริ่มต้นประมาณ 9 กิโลเมตร













และนี่ก็คือจุดหมายปลายทางในวันนี้ "น้ำตกธารสวรรค์" มีลักษณะเป็นหน้าผาสูง มีน้ำไหลลงมาสู่คลองสก บรรยากาศดูสงบและสดชื่นมาก ๆ



แต่ว่า... ภารกิจในทริปนี้ยังไม่จบ เพราะอีกสิ่งหนึ่งที่ห้ามพลาดเลยก็คือ "การส่องสัตว์" แต่ว่าต้องเป็นเวลาตอนกลางคืน เพราะว่าจะมีโอกาสได้พบเห็นสัตว์ต่าง ๆ มากกว่า

และเหมือนว่าโชคจะไม่เข้าข้างพวกเรา เพราะว่าแทบจะไม่มีสัตว์ออกมาให้เราได้ชมกันเลย




สรุป
กิจกรรมที่มี : ดูนก, ล่องเรือ, ชมพรรณไม้, พายเรือ, เดินป่า, ส่องสัตว์, ศึกษาธรรมชาติ, เที่ยวถ้ำ, ล่องแพ, เที่ยวน้ำตก
ค่าใช้จ่าย : ประมาณ 20,000 บาท (รอ คอนเฟิร์ม)

และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวและภาพบรรยากาศโดยรวมของทริปในครั้งนี้ ในเมืองไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามอีกมาย สุดท้ายแล้ว เราควรรักษาสิ่งสวยงามของธรรมชาติเหล่านี้เอาไว้ต่อไป เพื่อรอให้คุณได้ไปสัมผัสกับความงามที่ธรรมชาติสร้างขึ้น
"การท่องเที่ยวเชิงนิเวศไทยอย่างยั่งยืน" #thailandgreentrip